Friday, August 16, 2013

ตำนานทุ่งกุลาร้องไห้

ทุ่งกุลาร้องไห้ ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นทุ่งกว้างใหญ่ของภาคอีสาน มีเนื้อที่ติดต่อหลายจังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ และสุรินทร์ สมัยก่อนมีชาวไทยใหญ่ที่ชอบเดินทาง มาค้าขายระหว่างภาคกลาง และหัวเมืองภาคอีสาน ชาวอีสานเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ?กุลผา? หรือ ?กุลา? นิทานเรื่องนี้มีเล่าอยู่หลายรูปแบบ ฉบับที่คัดลอกมานี้ นำมาจากหนังสือ ?๕๐ นิทาน ไทย? โดย ธนากิต และหนังสือ ?นิทานพื้นบ้าน? โดย ธวัช ปุณโณทก ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พ่อค้าชาวเผ่ากุลาคนหนึ่งมีอาชีพนำสินค้าเดินทางไปค้า ขายตามหมู่บ้านต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน สินค้าที่นำมาค้าส่วน ใหญ่เป็นพวกเครื่องประดับและของใช้เล็กๆ น้อยๆ โดยเดินทางค้าขายเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ค่ำ ไหนก็นอนนั้น ครั้นรุ่งเช้าก็หาบของไปขายยังหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่อไป วันหนึ่งพ่อค้าชาวกุลาเดินทางเข้าไปขายของในหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ชายท้องทุ่งอันกว้าง ใหญ่ เขาได้รับคำแนะนำจากชาวบ้านว่า หมู่บ้านถัดไปนั้นอยู่ไกลมาก ต้องเดินทางข้าม ท้องทุ่งอันแห้งแล้ง ควรจัดเตรียมเสบียงอาหารไปให้พร้อม แต่พ่อค้าชาวกุลากลับคิดว่า ตนเองก็เดินทางเร่รอนค้าขายมาเป็นเวลาหลายปี ทำให้สามารถเดินได้เร็วและทน คาดว่า คงจะเดินผ่านท้องทุ่งข้างหน้าไปถึงหมู่บ้านได้ในเวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น ไม่จำเป็นต้อง จัดเตรียมอาหารและน้ำให้มากกว่าทุกคราว แต่อย่างใด ครั้นได้เวลา พ่อค้าชาวกุลาก็หาบของเดินชมนกชมไม้ไปอย่างเพลิดเพลิน ท้องทุ่งแห่งนี้ เป็นดินปนทราย มีหญ้าต่างๆ ขึ้นอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะหญ้าที่ชาวบ้านเรียกว่าหญ้า หวายนั้นมีขึ้นอยู่ทั่วไป บางแห่งก็สูงแค่หัวเข่า บางแห่งก็สูงถึงสะเอว นอกจากนี้ก็มีต้นไม้ เล็กๆ ขึ้นสลับ แต่ไม่มีต้นไม้ใหญ่สูงๆ เลยแม้แต่ต้นเดียว ครั้นถึงเวลาสายแดดส่องแสงร้อนแผดกล้าขึ้นทุกทีๆ อากาศอบอ้าวจนรู้สึกหน้ามืดจะเป็น ลม พ่อค้า ชาวกุลามองไปข้างหน้าเห็นแต่ท้องทุ่งแห้งแล้งไกลสุดสายตา เห็นทีจะไม่ สามารถเดินทางถึงหมู่บ้านได้แน่ เพราะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหลือกำลัง น้ำที่เตรียมมา เพียงเล็กน้อยก็หมดไปแล้ว นึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่เชื่อคำเตือนของชาวบ้าน เห็นสุดปัญญา ที่จะไปถึงจุดหมายได้ พ่อค้าชาวกุลาจึงนั่งลงกอดเข่าร้องไห้ ไม่นานนักก็มีชาวบ้านผ่าน มาพบเข้า สอบถามได้ความว่าพ่อค้าชาวกุลาจะเดินทางนำสินค้าไปขายในหมู่บ้าน จึงช่วย พยุงมาด้วยแล้วจัดหาข้าวปลาอาหารมาให้กินจนเป็นที่อิ่มหนำสำราญ ชาวบ้านคนอื่นๆ ได้ ข่าวก็มาเยี่ยมเยียนไต่ถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความมีน้ำใจตามประสาคนพื้นเมือง พ่อค้า ได้เล่าเรื่องการเดินทางข้ามท้องทุ่งอันสุดแสนกันดารจนตัวเองต้องนั่งกอดเข่าร้องไห้ให้ ฟัง ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านต่างเรียกท้องทุ่งแห่งนี้ว่า ทุ่งกุลาร้องไห้

10 สุดยอดปริศนา ประวัติศาสตร์โลก

10 สุดยอดปริศนาประวัติศาสตร์โลก ในประวัติศาสตร์มีเรื่องน่าสงสัยอยู่มากมาย เวลาอ่าน เนชั่นแนล จีโอกราฟิค จะรู้สึกแปลกใจ ว่ามนุษย์เราช่างสร้างสรรค์ และที่น่าชื่นชมยิ่งกว่า ก็คือนักโบราณคดี ที่คอยหาคำตอบให้กับสิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่อาจรู้ เช่น มัมมี่อายุหลายพันปีที่ไม่เน่าเปื่อย หรือแม้แต่เรื่องของ อารยธรรมมายาที่เคยรุ่งงเรือง แต่กลับเสื่อมสลายไปเงียบๆ หรือทวีปแอตแลนติกมีจริงหรือไม่ เวลาดูแล้วทำให้สงสัย ว่าทำไมพวกเขาหาคำตอบ ได้เก่งมากขนาดนี้ จะมีไหมน้อที่ อารยธรรม หรือสิ่งใดก็ได้ใน ประวัติศาสตร์ที่มนุษย์ จะหาคำตอบไม่ได้ และที่ยังคงเป็นปริศนาลึกลับตลอดกาล เช่น 10 สิ่งสุดยอดปริศนาโลกต่อไปนี้ 1.การหายไปของอารยธรรม Indus Valley / Indus Valley คืออารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุด ของอินเดีย เชื่อกันว่าแพร่หลายจากอินเดียตะวันตก ไปจนถึงอัฟกานิสถานเลยทีเดียว มีประชากรในชุมชน อยู่ถึง 5 ล้าน และเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าอารยธรรมไหน ๆ เมื่อนักโบราณคดีมาพบ พวกเขาประทับใจอารยะธรรมนี้มาก แต่ที่น่าแปลกใจคือ...ไม่มีใครระบุได้เลยว่า อารยะธรรมสิ้นสุดที่ไหน อย่างไร ไม่มีหลักฐานของการสู้รบใดๆ อารยะธรรมแห่งนี้เพียงแต่สูญสลายไปอย่างนั้นหรือ? ไม่มีใครตอบ คำถามนี้ได้เลย 2. The Tarim Mummies / จากการตรวจสอบบริเวณตะวันตกของประเทศจีน โดย Tarim Basin นักโบราณคดี เขาได้พบมัมมี่กว่า 100 ตัว ที่มีอายุถึงกว่า 2000 ปี ในตอนแรก ทุกคนคิดว่าเป็นมัมมี่ชาวจีน แต่ต่อมาเมื่อศาสตราจารย์ Victor Mair ได้ตรวจสอบดีเอ็นเอของเหล่ามัมมี่ ผลที่ออกมา กลับกลายเป็นว่าพวกมัมมี่ มีดีเอ็นเอของชาวยุโรป ดังนั้น จึงเป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมคนยุโรปมาลงเอย เป็นมัมมี่อยู่ที่จีนได้... 3. The Voynich Manuscript / The Voynich manuscript คือ ชื่อของหนังสือ ที่อ่านยากที่สุดในโลกมีอายุ 500 ปี และถูกค้นพบที่ห้องสมุดเก่าแก่ของโรม มีทั้งหมด 240 หน้า เขียนเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ และยังคงเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ จากการคาดเดาเชื่อกันว่ามันเป็นหนังสือกฎหมาย... แต่ในหลายหน้า ก็มีรูปภาพภายในเล่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพของพืชพันธ์คล้ายสมุนไพร และแผนผัง ดาราศาสตร์ จึงเข้าใจว่า น่าจะเป็นสมุดบันทึกทางสายวิทยาศาสตร์มากกว่า 4. กองทัพที่หายไปของชาวโรมัน / หลังจากกองทัพของเครซซุส แห่งโรมันพ่ายแพ้ ต่อพวก Parthians สิ่งที่น่าตกใจก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ ๆ พวกเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และอีก 17 ปีต่อมา นักประวัติศาสตร์ชาวจีน ได้บันทึกเรื่องราวของกองทัพประหลาด ที่คล้ายกับทหารโรมัน ที่อยู่ๆ ก็ปรากฏตัวที่ทะเลทรายโกบี จากการตรวจสอบดีเอ็นเอของแพทย์ ยุคปัจจุบัน พวกเขาพบว่าดีเอ็นเอเหล่านั้นไม่ใช่ของชาวจีน แต่เป็นของชนต่างชาติ ผิวขาว ผมทอง และนัยน์ตาสีเขียว และมันคืออะไรกันแน่ 5. ใครคือโรบิน ฮู้ด / ตำนานน่าสนใจของป่าเชอร์วู้ด กษัตริย์ร้าย ๆ และดาบศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก แต่นักประวัติศาสตร์ไม่ค่อยแน่ใจว่ามีโรบิน ฮู้ด ตัวจริงหรือไม่ ความเป็นไปได้น่ะมีอยู่ แต่ก็ยังไม่มีใครหาหลุมฝังศพ ของวีรบุรุษสุดเท่คนนี้พบเสียที หรือว่ามันจะเป็นแค่ตำนานกันนะ แต่จากการสันนิษฐาน ว่ากัน ว่าโรบิน ฮู้ดเป็นชายที่อาศัยอยู่ในเวคฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ในปี 1290 และต่อสู้ กับกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 2 เพื่อเจ้านายของเขา แต่ต้องพ่ายแพ้ และหนีเข้าป่าบาร์นเดล ซึ่งถนนเกร์ทนอร์ทตัดผ่าน ซึ่งเหมาะแก่การตักปล้น และสิ้นสุดในปี 1429 ซึ่งไม่รู้จะเป็นโรบิน ฮู้ดหรือไม่ แต่เรารู้จักเขาใน นามโจรคุณธรรมปล้นคนรวยช่วยคนจน 6. The Carnac Stones / ถ้าเชื่อว่าสโตนเฮ้นจ์ยิ่งใหญ่แล้ว อนุสรณ์ Carnac Stone ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ที่ชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศฝรั่งเศส เต็มไปด้วย หินกว่า 3000 ก้อนเรียงรายกัน เป็นระยะทางถึง 12 กิโลเมตร จากความเชื่อท้องถิ่น เชื่อกันว่าหินนี้มีประวัติศาสตร์สัมพันธ์ กับพ่อมดเมอร์ลิน ส่วนหลักฐานจากนักวิทยาศาสตร์ ที่ศึกษาหินนี้มากว่า 30 ปี พวกเขาคาดเดาว่า หินเหล่านี้น่าจะไว้ใช้จับแรงสั่นสะเทือน ของแผ่นดินไหว แต่เรื่อง คนสร้างนั้น ไม่มีใครรู้ 7. ความพ่ายแพ้ของจักรพรรดิ Minoans / นักประวัติศาสตร์ล้วนแล้วแต่สงสัยว่าอะไร ทำให้จักรวรรดิโรมันต้องแตก และอะไร ทำให้จักรพรรดิ Minoans สูญเสียอาณาจักรของพระองค์ เชื่อกันว่าในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจักรพรรดิ ได้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ ผลการตรวจสอบผืนดิน บริเวณนั้น ทำให้นักโบราณคดีคาดเดาว่า การระเบิด ครั้งใหญ่ทำให้อาณาจักรต้องล่มสลายลง แต่ก็เป็นแค่เดา เพราะมันไม่มีหลักฐาน ว่ามีเศษขี้เถ้าภูเขาไฟอยู่บริเวณนี้เลย 8. The Bog Bodies / แม้แต่ CSI (เคยทำเป็นหนัง) ยังยอมแพ้ กับการสืบ เรื่อง Bog Bodies เมื่อได้มีการค้นพบศพกว่าร้อย แถบด้านเหนือของยุโรป ล้วนเป็นศพที่ถูก รักษาอย่างดี บางศพมีอายุถึง 2000 ปี ทุกศพถูกจัดด้วยท่าทางคล้าย กำลังพยากรณ์อะไรบางอย่าง ท่าทางเช่นนั้น ทำให้คนเชื่อกันว่า พวกเขา ถูกจับมาบูชายัญ แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ว่าคืออะไรกันแน่? 9. Helike เมืองที่หายไป / กวีชาวกรีกที่โด่งดัง Pausanias บันทึกไว้ว่า เมืองที่ชื่อ Helike ถูกแผ่นดินไหวก่อน ทำให้กลายเป็นเมืองร้าง แล้วตามด้วยสึนามิรุนแรง ที่กวาด ทุกอย่างพินาศเกินกว่าจะแก้ไข พวกอาร์เคเดียน พยายามบูชาเทพแห่งทะเล อย่างโพไซดอน หลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีใครพบเมืองแห่งนี้อีกเลย จนปี 1861 นักโบราณคดีได้ พบเหรียญบรอนซ์ ที่เชื่อกันว่า มาจากเมือง Helike และในปี 2001 พวกเขาได้พบ ซากของ เมือง Helike ใต้แอตแลนติส 10. Rongorongo / Rongorongo รองโกรองโก้ เป็นอักษรภาพที่แม้ปัจจุบัน ก็ไม่มีใครหน้าไหนอ่านออก ซึ่งมันสลักในไม้กระดานปักหลุมศพ ของชาวเมืองราโน รากาผม ซึ่งอาศัยในเกาะเล็กๆ ที่ตั้งใน กลางมหาสมุทรแปซิฟิค นอกจากภาษาแล้วนักโบราณคดียังไม่รู้เลยว่า ชาวพื้นเมืองนี้อาศัยเกาะนี้อย่างไร ในเมื่อมันไม่มีอาหาร ไม่มีพื้นบ้าน หรือไม่มีแม้กระทั่งประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีใครกล่าวถึงพวกเขาเลยสักบท

ตำนาน พระฤาษี พยานาค

เรื่องราวของพระฤาษี ในตำนานนั้นมีมากมายโดยเฉพาะในแถบสุวรรณภูมิเราที่ดูออกจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระฤาษีต่างๆไม่น้อย ทั้งที่เกี่ยวพันกับปรำปราพื้นบ้านที่เป็นผู้ประสิทธิประสาทความรู้ต่าง ๆ และบางครั้งยังนำมาเกี่ยวพันกับการสร้างเมืองหรืออาณาจักรสำคัญๆ อยู่หลายอาณาจักร ลักษณะฤาษีแบบไทยๆนั้นดูจะแตกต่างออกไปจากฤาษีอินเดีย ตั้งแต่การแต่งกาย ที่อินเดียนิยมนุ่งห่มผ้าย้อมสีแบบจีวรพระที่ถือเป็นสีนักบวชและไม่นิยมหนังสัตว์ที่ถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จะมีฤาษีอินเดียในสายนับถือพระศิวะที่มีการนุ่งห่มหนังสัตว์ ซึ่งปัจจุบันไม่พบมากนัก ส่วนไทยเรานั้นกลับนุ่งห่มหนังเสือ ที่คล้ายกับได้รับวัฒนะธรรมมาจากนักบวชแถบเปอร์เชีย ตามภาพเขียนไทยสมัยโบราณ ถ้ามีภาพป่าหิมพานต์ ก็จะมีรูปวิทยาธรที่เป็นพวกแต่งกายคล้ายๆฤาษี เข้าคลอเคลีย ผลไม้ประหลาดที่ชื่อนารีผลซึ่งพวกนี้ไม่จัดเป็นฤาษีแท้ อินเดียจะเรียกนักสิทธิ เราก็เรียกว่า เป็นนักสิทธิวิทยาธร หรือฤาสิทธิวิทยาธรไปอันนี้เป็นความแตกต่างที่อาจสับสนได้ นักบวชที่เรียกว่า ?ฤาษี? จะเป็นพวกบำเพ็ญพรต ตบะอย่างยิ่งยวด ซึ่งผลที่ได้ตอบแทนประการหนึ่งคือการมีอิทธิฤทธิ์ที่นอกเหนือชนสามัญ ฤาษีจึงเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ โดยจัดแบ่งฤาษีตามตบะออกเป็น ๓ ชั้นคือ พรหมฤาษี - ผู้ทีตบะเลิศ ข่มจิตนิวรณ์ได้บรรลุญาณชั้นสูง มหาฤาษี - ผู้มีตบะข่มกามคุณ ราชฤาษี - สำเร็จญาณสมาบัติชั้นต้น ซึ่งบรรดาฤาษีผู้สำเร็จที่ปรากฏในคำไหว้ครู ไทยนั้นมีหลายท่านแต่ที่ปรากฏเสมอๆมีอยู่สามตนคือ พระฤาษีนารอด พระฤาษีตาวัวและพระฤาษีตาไฟ ซึ่งทั้งสามท่านนี้จะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปมาแต่โบราณ มีหลักฐานปรากฏในลานเงินลานทองที่ประจุไว้พร้อมพระพิมพ์โบราณที่กล่าวว่า ?ตำบลเมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองพิไชยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ ว่ายังมีฤาษี ๑๑ ตน ฤาษีเป็นใหญ่ ๓ ตนๆ หนึ่งฤาษี พิลาไลย ตนหนึ่งฤาษีตาไฟ ตนหนึ่งฤาษีตาวัว เป็นประธานแก่ฤาษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่า เราท่านทั้งหลายนี้จะเอาอันใดให้แก่ พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้งสามจึงว่า เราจะทำด้วยฤทธิ์ ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะนี้ ฉลองพระองค์ จึงทำเมฆพัตร อุทุมพร เป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ พระฤาษีประดิษฐานไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อยเป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลายสมณชีพราหมณ์เจ้าไปถ้วน ๕๐๐๐ พรรษาฤาษีองค์หนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงท่านจงไปเอาว่านอันมีฤทธิ์ เอามาสัก ๑๐๐๐ เก็บเอาเกษรไม้อันวิเศษ ที่มีกฤษณาเป็นอาทิ ให้ได้พัน ครั้นเสร็จแล้ว ฤาษีจึงป่าวร้องเทวดา ทั้งปวงให้ช่วยกันบดยา ทำเป็นพระพิมพ์ ไว้สถานหนึ่ง เมฆพัทรสถานหนึ่ง ฤาษีทั้งสามองค์ นั้นจึงบังคับฤาษีทั้งปวง ให้เอาว่านทำเป็นผง เป็นก้อน ประดิษฐานด้วยมนต์คาถาทั้งปวง ให้ประสิทธิคุณทุกอัน จึงให้ฤาษีทั้งนั้นเอาเกสร และว่าน มาประสมกันดีเป็นพระให้ประสิทธิแล้ว ด้วยเนาวหรคุณ ประดิษฐานไว้บนเจดีย์อันหนึ่งถ้าผู้ใดให้ถวายพระพรแล้วจึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกคุณฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด? ซึ่งข้อความตามลานทองจารึกการสร้างพระพิมพ์ อย่างเมืองกำแพงเพชร เมืองสุพรรณบุรีที่มีนัยทำนองนี้เป็นการแสดง ความเชื่อถือคุณพระฤาษีโดยเฉพาะ ประธานฤาษีทั้งสามองค์นั้นอย่างได้อย่างดี สำหรับประวัติพระฤาษีตาไฟนั้นพอจะรวบรวมได้ว่าท่านมีความสัมพันธ์กับพระฤาษีตาวัวมีเรื่องเล่าดังนี้ว่า ฤาษีตาวัวเดิมท่านเป็นสงฆ์ ตาบอดทั้งสองข้างแต่ชอบเล่นแร่แปรธาตุ จนสามารถทำปรอทแข็งได้ แต่ยังไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อันใดคราวหนึ่งท่านไปถาน(ส้วม)แล้วเผอิญทำปรอทสำเร็จตกที่จะหยิบเอาก็มิได้ด้วยตามองไม่เห็น จึงเงียบไม่บอกใคร เลยแกล้งบอกให้ศิษย์ไปหาที่ถานว่าหากเห็นเรืองแสงเป็นสิ่งใดให้เก็บมาให้ ครั้นศิษย์กลั้นใจทำตามท่านดีใจนัก ได้ปรอทมา ก็ล้างให้สะอาดแล้วใส่โถน้ำผึ้ง เอาไว้ฉันเป็นยาไม่เอาติดตัวอีกเพราะเกรงหาย ต่อมาท่านรำพึงว่า เราจะมัวมานั่งตาบอดไปใย มีของดีวิเศษอยู่(ปรอทสำเร็จ) จึงให้ศิษย์ไปหาคนตายใหม่ๆ เพื่อควักลูกตาแต่ศิษย์หาศพคนตายไม่ได้ได้แต่พบวัวนอนตายอยู่เห็นเข้าทีดีจึงควักลูกตาวัวมาแทนท่านจึงเอาปรอทแช่น้ำผึ้งมาคลึงที่ตา แล้วควักตาบอดออกเสีย เอาตาวัวใส่แทน แล้วเอาปรอทคลึงที่หนังตาด้วยฤทธิ์ปรอทสำเร็จไม่ช้าตาท่านที่บอดก็เห็นดีดังธรรมดา หลวงตาท่านนั้นจึงสึกจากพระมาถือบวชเป็นฤาษี และเรียกฤาษีตาวัวมาแต่บัดนั้นส่วนพระฤาษีตาไฟนั้นพยายามค้นเรื่องราวก็ไม่พบว่าท่านเป็นใครและทำไมถึงเรียกว่า ?ตาไฟ? ซึ่งบางท่านให้คติว่า ท่านคงบำเพ็ญจนสำเร็จกสิณไฟและบางคนเลย ไปถึงว่าท่านเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะเทพเจ้าสามตาของอินเดียที่พอลืมตาที่สามก็เกิดไฟประลัยกัปล์ การสร้างรูปท่านฤาษีตาไฟก็เลยทำเป็นสามตา โดยตาที่สามนั้นมีเคล็ดว่า ต้องทำตาหลับห้ามเปิดตาที่สาม มิฉะนั้นผู้ใดมีไว้บ้านเรือนจะไม่เป็นสุขด้วยอานุภาพตาไฟที่ลืมแล้วนั่นเอง เรื่องเล่าท่านฤาษีตาไฟ ก็มีอยู่บ้างในตำนานเมืองศรีเทพที่ท่านโดนลูกศิษย์หักหลัง กล่าวคือ ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่บ่อหนึ่งใครอาบก็ตาย บ่อหนึ่งคนตายอาบก็กลับเป็น ศิษย์นั้นไม่เชื่อ แล้วขอให้ท่านอาบให้ดูโดยสัญญาว่า เมื่อท่านอาบน้ำบ่อตายแล้วศิษย์จะจะนำน้ำบ่อเป็นมารดท่านให้กลับฟื้นแต่พอเอาเข้าจริงท่านตายไปเพราะอาบน้ำบ่อตายศิษย์เนรคุณก็หนีไป ต่อมาท่านฤาษีตาวัวที่เป็นเพื่อนกันมาเยี่ยมเพราะไปมาหาสู่กันเสมอ เห็นท่านตาไฟหายไปก็ผิดสังเกตุ จึงออกตามหา พบบ่อน้ำตายนั้นเดือดก็รู้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น เมื่อพบร่างท่านฤาษีตาไฟ จึงนำน้ำบ่อเป็นมารด ท่านตาไฟจึงฟื้นขึ้นมาเล่าเรื่องศิษย์เนรคุณให้ฟังและท่านตั้งใจจะแก้แค้นศิษย์ลูกเจ้าเมืองที่ทรยศนั้น โดยท่านเนรมิตรวัวพยนต์ เอาพิษร้ายประจุไว้ แล้วปล่อยวัวพยนต์นั้นไป วิ่งรอบเมืองทั้งกลางวัวกลางคืน แต่เข้าเมืองไม่ได้เพราะศิษย์เจ้ากรรมนั้นปิดประตูเมืองไว้ พอวันที่เจ็ดวัวพยนต์ได้หายไป ชาวเมืองคิดว่าปลอดภัยจึงเปิดประตูเมืองวัวพยนต์คอยทีอยู่ปรากฏตัวขึ้นแล้ววิ่งเข้าในเมือง ระเบิดท้องตัวเองปล่อยพิษร้ายทำลายเมืองและผู้คนวอดวายไปสิ้น นับแต่นั้นมาเมืองนั้นที่ชื่อ?ศรีเทพ? ก็ร้างมาจนบัดนี้ อันนี้เป็นเรื่องเล่าที่ดูว่าท่านฤาษีตาไฟนี่คงดุไม่เบาเหมือนกัน ในทางการศึกษาเรื่องเวทมนต์อิทธิฤทธิ์นั้นต้องนับถือฤาษีตาไฟเป็นสำคัญ สำหรับพวกรักแนวออกอิทธิฤทธิ์ ดังปรากฏในพิไชยสงครามที่ว่า ?ขอพระศรีสุทัศน์เข้ามาเป็นดวงใจ พระฤาษีตาไฟเข้ามาเป็นดวงตา? ที่นิยามความหมายชัดเจนถึงตบะอำนาจ ในทางลัทธิไสยศาสตร์ พระฤาษีตาไฟเป็นครูใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์อำนาจโดยตรง มีการกำหนดพิธีกรรมสำคัญ มากมายอย่างยันต์ฤาษีตาไฟ พระคาถา และเชื่อว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์สูงมาก ขนาดดลบันดาลเรื่องเหลือวิสัยปกติให้เป็นไปได้เสมอๆ การบูชาพระฤาษีตาไฟ นิยมนำน้ำสะอาดตั้งบูชาไว้ด้านหน้าเสมอแบบมีเคล็ดว่าให้เกิดความร่มเย็นโดยถือว่ารูปท่านเป็นแก้วสารพัดนึกอำนวยอิทธิคุณให้สำเร็จดังมโนปรารถนาดังตำรายันต์พระฤาษีตาไฟที่บอกอุปเท่ห์ว่า ?ใครมีไว้ไม่อับจนเลย?